2007/Jul/14

ผมรู้จักเว็ปนี้ก็เพื่อนของผมชวนกันให้ไปอ่านเรื่องกรรมพยากร ซึ่งผ่านไปเป็นปีแล้วผมก็ยังไม่อ่านเลย อิอิ แต่เมื่อเข้าไปอ่านแล้วก็อยากจะแนะนำให้เพื่อนเข้าไปอ่านดูบ้าง หรือว่าถ้าติดใจจะลองรับ นิตยสารธรรมะใกล้ตัว นิตยสารออนไลน์ ให้ธรรมะอยู่ใกล้ตัวคุณ ไปอ่านดูก็ดีนะครับ ผมคิดว่าอ่านแล้วสนุกและได้แง่คิดดี และนี่คือตัวอย่างจดหมาย นิตยสารธรรมะใกล้ตัว นิตยสารออนไลน์ ให้ธรรมะอยู่ใกล้ตัวคุณ ของเว็ปนี้ครับ

กลางชล

สวัสดีค่ะ

หลายวันก่อน เจอน้องคนนึง ตื่นเช้ามา ตาบวมนิด ๆ

นึกว่าไม่ได้หลับไม่ได้นอนหรือเป็นอะไร ที่ไหนได้...

น้องเขาบอกว่า เมื่อคืน ละครเรื่อง "กาษานาคา" อวสาน โธ่... นึกว่าอะไร... : )

มีใครได้ติดตามเรื่องราวของละครเรื่องนี้บ้างไหมคะ

ไหน ๆ ก็เพิ่งอวสานไป และยังเป็นเรื่องราวที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนาด้วย
ขอหยิบมาคุยกันเล่น ๆ สักนิดก็แล้วกันนะคะ : )

นวนิยายเรื่อง "กาษานาคา" นี้ ประพันธ์โดย คุณกนกวลี พจนปกรณ์

ได้ดีกรีการันตีนวนิยายคุณภาพ ด้วยรางวัลชมเชยประเภทนวนิยาย

จากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เมื่อปี ๒๕๔๙ ด้วยค่ะ

เรื่องราวค่อนข้างยาวและมีปมซับซ้อนในรายละเอียดอยู่ไม่น้อย

ขอหยิบมาเล่าสั้น ๆ เฉพาะโครงใหญ่ ๆ ที่น่าสนใจก็แล้วกันนะคะ

ครั้งหนึ่ง พระเอกและนางเอกถือกำเนิดเป็นนาคาสองตัวคู่กัน

นาคตัวผู้เปี่ยมไปด้วยศรัทธาในพุทธศาสนา แต่นาคตัวเมียกลับไม่เห็นดีเห็นงามด้วย

เวลานาคตัวผู้ไปฟังธรรม นาคตัวเมียก็จะไม่พอใจ และคอยตบตีทำร้ายพระภิกษุตลอดเวลา

วันหนึ่งนาคตัวผู้เกิดซาบซึ้งในธรรม จนอยากบวช จึงติดท้องคนมีบุญมาเกิดเป็นมนุษย์

นาคตัวเมียก็เสียใจ พยายามติดตามไปด้วยใจร้าวราน แต่ถูกนางครุฑคาบไปเป็นอาหารเสียก่อน

นางนาคาจึงตายไปพร้อมกับความแค้นในพุทธศาสนาที่พรากสามีของนางไป

ในชาติที่ทั้งสองเกิดมาเป็นมนุษย์ พระเอกและนางเอกพบกันครั้งแรกที่งานบุญบั้งไฟพญานาค

ทั้งคู่รักกันตั้งแต่แรกพบ และนับวันยิ่งรักกันมากขึ้นด้วยแรงดึงดูดจากสัญญาเก่าในอดีตชาติ

แต่ด้วยกรรมเก่าที่เคยทำร้ายพระ และด้วยความเกลียดพุทธศาสนาอย่างรุนแรงเมื่อครั้งเป็นนาค

นางเอกในชาตินี้จึงมักปวดศีรษะรุนแรงไม่รู้สาเหตุแบบที่รักษาไม่ได้ และทุกครั้งที่เข้าวัด
หรือเข้าใกล้พระ เธอจะรู้สึกร้อนรุ่มไม่เป็นสุข มีอาการประหลาดที่ทำให้ต้องทุกข์ทรมานทุกครั้ง

เรื่องราวดำเนินผ่านการชิงรักหักสวาท รวมทั้งการทำร้ายกันต่าง ๆ นานา

ด้วยปมอันซับซ้อนจากอดีตชาติ และกิเลสอันเป็นของจริงในปัจจุบัน

พระเอกในชาตินี้ยังคงศรัทธาในพุทธศาสนายิ่ง แต่ก็ทำให้นางเอกยิ่งเกรี้ยวกราดขึ้นทุกครั้ง

อาการของเธอเลวร้ายลงเรื่อย ๆ ทั้งป่วยทางจิต และป่วยทางกายลงทุกวัน ๆ

พระเอกคิดว่า วิธีเดียวที่จะช่วยนางเอกได้ คือการบวช นางเอกไปได้ยินอย่างนั้นเข้า

รู้ว่าพระเอกบวชครั้งนี้จะไม่สึกอีกแล้ว จึงพยายามหาทางฉุดรั้งพระเอกทุกวิถีทาง

ในที่สุด ร่างกายและจิตใจของเธอก็อ่อนแอลงจนรับไม่ไหว และเสียชีวิตลงในอ้อมกอดของเขา

แต่ก่อนตาย... นางเอกได้ทราบความจริงเกี่ยวกับอดีตชาติของตัวเองจากจดหมายของแม่

ซึ่งยังได้เขียนไว้ว่า มีผ้า "กาษา" ซึ่งหมายถึงผ้าสีขาวผืนหนึ่ง ที่นางเอกทอไว้ตั้งแต่ชาติที่แล้ว

ขอให้ลูกเอาผ้านี้ขึ้นจบอนุโมทนาสาธุ และมอบให้คนที่ลูกรักที่สุดในวันที่เขาจะบวช

ก่อนตาย... เธอได้ยกผ้าสีขาวนั้นขึ้นจบ และได้ทันมอบให้กับพระเอกก่อนสิ้นใจ

พระเอกได้ห่มผ้าผืนนี้ในวันบวช และบวชตลอดชีวิต ส่วนนางเอกนั้นไปเกิดเป็นนาคอย่างเดิม

ละครจบลงด้วยฉากของงานบุญบั้งไฟพญานาค เหมือนเมื่อครั้งแรกที่ทั้งสองพบกัน

พระเอกอยู่ในชุดจีวรสีเหลืองอร่าม นั่งสมาธิภาวนาอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งริมแม่น้ำโขง

ส่วนนาคสาวเหมือนได้ยินคำภาวนา ก็ว่ายมาที่ผิวน้ำ จ้องมองชายคนรักด้วยแววตาตัดพ้อ

พระเอกจ้องมองไปที่ท้องน้ำ เห็นนางนาคมาจึงสอนธรรมะไปว่า

อย่ายึดติดกับอดีต เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เราหลุดไม่พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

"วาดจันทร์... อาตมากำลังชี้ทางสว่างให้ รับไปเถิด

ขออย่าให้ทุกข์ อย่าเศร้าหมองอีกเลย
หนทางดับทุกข์อยู่ข้างหน้าแล้ว พุทโธ ภาวนา..."

นาคนางนั้นแววตาละห้อยด้วยความเสียใจ แล้วค่อยว่ายน้ำหายไปในยามอาทิตย์อัสดง

(เพลงประกอบละคร:
http://bignose.exteen.com/20070608/entry)

ละครเหมือนลงเอยด้วยความคลาสสิก...

แต่สำหรับชีวิตจริง ใครที่เคยประสบกับรักที่ผูกพันแน่นหนาแต่ไม่เป็นไปอย่างใจปรารถนา

คงจำความรู้สึกแบบนั้นได้นะคะ ว่าของจริงนั้นไม่ใช่เรื่องสนุกเหมือนอย่างในละครเลย

สิ่งหนึ่งที่ละครเรื่องนี้อาจไม่ต่างไปจากชีวิตจริง และเริ่มเห็นได้จริงจากคนรอบตัว ก็คือ

หลายคู่... ฝ่ายหนึ่งสนใจธรรมะ แต่คู่ของตัวเอง ไม่สนใจ ไม่ศรัทธา

แบบที่เบาหน่อย ก็ยังพอกล่อม ๆ เกลี้ย ๆ ให้ตาม ๆ กันไปได้บางคราว แม้ใจจะไม่เต็มร้อย

แต่บางคู่ที่หนักหน่อย ก็ถึงขั้นพูดจาไม่ดีใส่กัน กระทบกระทั่งกัน

หรือกระทั่งขัดขวาง เวลาที่คู่ของตัวเองจะภาวนา หรือทำกิจการงานบุญต่าง ๆ นานา

ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม... ผลที่เกิดจากการทำเช่นนั้น น่ากลัวไม่น้อยจริง ๆ นะคะ

โชคดีที่ "วาดจันทร์" หรือนางเอกจากเรื่อง "กาษานาคา" ที่ร้ายกับพระเอกและคนอื่น ๆ

จนเหลือเชื่อได้ขนาดนั้น เป็นเพียงตัวละครที่อุปโลกน์ขึ้นมาเท่านั้น

ถ้าใครคนหนึ่งมีความตั้งใจอยากจะทำอะไรดี ๆ ในทางที่เป็นบุญเป็นกุศลแล้ว

แต่เรากลับไปฉุดรั้งขัดขวางเขา ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม อย่างนั้นเป็นประจำ

เราก็ได้ชื่อว่าสร้างภพแห่งการกักขังหน่วงเหนี่ยวตัวเองไว้แล้วโดยไม่รู้ตัว นะคะ

พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสไว้นะคะว่า

ผู้ใดที่ขัดขวางผู้อื่นในการกระทำงานบุญให้เกิดขึ้น ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็น "โจรปล้นทรัพย์"

อย่างแรกเลย... ผู้นั้น "ปล้น" ของที่ผู้รับควรจะได้
เช่น สมมติฝ่ายหนึ่งมีความตั้งใจอันเป็นกุศล ปรารถนาจะผลิตหนังสือหรือสื่อธรรมะ

เพื่อนำไปแจกจ่ายให้คนในวงกว้างได้เกิดความศรัทธาและความเข้าใจ

แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่เห็นดีเห็นงาม คอยแต่พูดจากระทบกระเทียบ

และขัดขวางห้ามปราม จนงานนั้นไม่สามารถสำเร็จและเกิดขึ้นได้ ก็เท่ากับว่า

คนจำนวนหนึ่งที่ควรจะได้รับประโยชน์จากตรงนั้น ก็ได้เสียโอกาสรับประโยชน์นั้นแล้ว

อย่างที่สอง... ผู้นั้น "ปล้น" บุญของผู้ที่กำลังจะกระทำกิจอันเป็นกุศล

ซึ่งบุญส่วนนั้น เป็นเสมือนทรัพย์ส่วนที่เจ้าตัวผู้มีจิตอันเป็นกุศลควรจะได้รับ

จากการที่มีชีวิตเป็นมนุษย์ และมีความตั้งใจจะลงมือกระทำกุศลกรรมนั้นให้เกิดขึ้น

หากถามลงไปลึก ๆ ว่า การกักขังหน่วงเหนี่ยวนั้นเป็นไปเพื่อสิ่งใด...

ทั้งหมดทั้งปวง ก็ไม่พ้น การเป็นไปเพื่อสนองความต้องการของตัวเองเพียงฝ่ายเดียว

ธรรมชาติของกฎแห่งกรรม นั้นเที่ยงตรงมากนะคะ

เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งทำให้ทรัพย์ หรือส่วนที่ควรเกิดนั้น ไม่ได้เกิด

ผู้ขัดขวางผู้นั้น ก็ย่อมจะได้รับความพินาศแบบนั้นด้วยส่วนหนึ่ง

และบุญที่อีกฝ่ายตั้งใจจะกระทำไว้ดีแล้ว แต่กลับต้องเสียประโยชน์ไป

การสูญเสียนั้น ก็ย่อมจะย้อนกลับไปให้ผลลักษณะเดียวกัน แก่เจ้าตัวผู้กระทำด้วยเช่นกัน

จะเรียกว่าเหมือน "ติดคุก" อยู่ในกำแพงแก้วไร้ตัวตนก็ไม่ปาน

เจ้าตัวอาจมองไม่เห็นลูกกรงที่สร้างไว้ด้วยตาเนื้อ

แต่ที่แน่ ๆ รั้วล้อมนั้น ได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นแล้วที่ "ใจ" ของเจ้าตัวนั่นเอง

จิตนั้นจะเสมือนถูกปิดกั้น ไม่ให้สามารถลืมหูลืมตาคิดอะไรได้อย่างคนปกติ

และสำหรับทางธรรมแล้ว สิ่งนั้นฟังดูน่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เพราะเท่ากับว่า

แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ทางออกจากสังสารวัฏก็จะพลอยริบหรี่ลงไปด้วย...

ในสถานการณ์แบบนี้ จะว่าน่าสงสารฝ่ายที่ถูกฉุดรั้งจากงานบุญก็ใช่

แต่ผู้ที่ฉุดรั้งหน่วงเหนี่ยวคู่ของตนไว้นั้น ดูไปแล้ว น่าสงสารกว่าไม่รู้กี่ร้อยเท่านะคะ...

ดังนั้น การจะเลือกใครมาเป็นคู่ชีวิตนั้น จึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลย

หากคุณผู้อ่านคิดจะมีใครสักคน ก็ขอให้เลือกคนที่จะเป็น "คู่บุญ" ของกันและกันดีกว่านะคะ

พระพุทธเจ้าท่านเองก็ได้ทรงแนะหลักเกณฑ์ไว้ให้แล้วด้วยค่ะว่า หลักของคู่บุญนั้น คือ

หนึ่ง มี ศรัทธา ไปในแนวทางเดียวกัน

สอง มี ศีล อันเป็นเครื่องหอมทางใจเสมอกัน

สาม มี จาคะ อันเป็นวิธีคิดแบ่งปันเสมอกัน

สี่ มี ปัญญา อันเป็นระดับการเห็นตามจริงที่ใกล้เคียง หรือไปในทางเดียวกัน

ถ้าไม่ผ่านตั้งแต่ด่านแรก คือ ศรัทธา เสียแล้ว

ที่จะเป็นคู่บุญเกื้อหนุนเพื่อความสว่างทางใจของกันและกันนั้น ก็เป็นไปได้ริบหรี่เหลือเกินค่ะ

แต่ถ้าคู่ใดเสมอกันด้วยประการทั้งสี่แล้ว ก็จะเป็นความอบอุ่นต่อกันอย่างหาได้ยากยิ่ง

เคยอ่านข้อความในกระทู้เก่าที่คุณดังตฤณเขียนไว้เมื่อครั้งนานมาแล้วค่ะว่า

คู่ไหนที่หมั่นชวนกันทำบุญ ถือศีล ปฏิบัติภาวนา เป็นประจำนั้น
จะมีกระแสอันเยือกเย็น อ่อนโยนเป็นธรรมชาติ ที่จูงให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความรู้สึกดีต่อกัน

ที่นอกจากจะเป็นสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นต่อกันแล้ว

ยังมีความอบอุ่นมั่นคงอีกชนิดหนึ่ง ที่ให้ความรู้สึกโปร่งเบา ปลอดภัย

เป็นที่พึ่งให้แก่กันและกัน รวมทั้งเป็นที่พึ่งให้แก่ตัวเองได้ด้วย

ทั้งในระดับของการมีใจปล่อยวางอย่างเป็นพุทธิปัญญา

ไม่ยึดมั่นถือมั่นแม้ในกันและกันรุนแรง

ไปไหนก็จะเป็นความชุ่มฉ่ำ สุกสว่างให้กับทุกที่และทุกคนที่ใกล้ชิดทีเดียวค่ะ

สำหรับใครที่มีความมุ่งมั่นในทางธรรมแล้ว แต่ยังปรารถนาที่จะมีคู่

มีวาทะของคุณดังตฤณจากกระทู้เก่าอีกกระทู้หนึ่ง ที่อยากขอนำมาฝากไว้ ดังนี้นะคะ

"ในมุมมองของผู้เห็นรูปนามเป็นทุกข์ การอยู่ตัวคนเดียว ปฏิบัติธรรมโดยลำพัง

เที่ยวไปอย่างสันโดษเอกา นับเป็นความสุขอันประเสริฐแท้
แต่เมื่อยังข้องอยู่ ยังสงสัยอยู่ ยังอยากในรสอยู่ จะเรียนรู้ชีวิตคู่ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
แต่ตั้งใจไว้ดี ๆ มองหน้าคู่รักเรา แล้วอธิษฐานไว้ว่า อยู่ด้วยกันแล้ว
จะมีทุกข์ใดปรากฏ ก็ขอใช้เป็นบทเรียน ผลักดันให้ปรารถนาดับทุกข์จนสนิท
เมื่ออยู่ร่วมกันจริง ๆ แล้วเกิดเหตุการณ์เลวร้าย หรือพลาดพลั้งตกทุกข์สาหัสประการใด
จะได้มีภาคหนึ่งระลึกว่าเราเคยเตรียมใจรับเรื่องนี้มาก่อน จะใช้ทุกข์นี้เป็นบทเรียนไปนิพพาน

และพยายามแก้ปัญหาด้วยน้ำใจเมตตา ปรารถนาเกื้อกูลกัน ไม่แก้ปัญหาด้วยการเพิ่มปัญหา

การได้คู่ครองที่ประเสริฐ ดึงกันไปดีนั้นยากแสนยาก แต่ถ้าหาได้ก็ควรหา
อย่ายึดถือกันที่หน้าตา เพราะหน้าที่ฉาบบังความเลวไว้นั้น นานไปเหม็นได้
แต่ใบหน้าเรียบสงบที่อาบด้วยความดีงามนั้น หอมหวนไม่เปลี่ยนแปลงเลย"

ขอให้เราพึงมีความรักแบบเมตตาและปรารถนาดีต่อกัน
อย่ามีความรักแบบที่เป็นความหลง เพื่อยึดติดกันและกันไว้ในสังสารวัฏนี้เลยนะคะ... _/|\_

ส่วนใครที่อยู่มาตั้งนานแล้วรู้สึกว่าคู่บุญไม่โผล่มาสักที ก็อย่าน้อยอกน้อยใจไปนะคะ : )

การอยู่แบบลำพัง แต่รายล้อมด้วยความอบอุ่นจากกัลยาณมิตร

ก็เป็นเส้นทางที่โปร่งเบาและรื่นรมย์อีกแบบ ที่เป็นสุขไม่น้อยไปกว่ากันเลยค่ะ

มีวาทะอีกบทหนึ่ง ที่หลวงพ่อปราโมทย์ท่านเคยเขียนไว้
ตั้งแต่เมื่อสมัยท่านยังเป็นฆราวาส ขอนำมาฝากคุณผู้อ่านด้วยเช่นกันนะคะ

"ในระหว่างเส้นทางเดินนั้น หากพบคนที่ควรร่วมทางไปด้วยกัน ก็เดินเป็นเพื่อนกันไป

แต่หากไม่พบเพื่อนร่วมทางที่ดี ก็ควรนึกถึงพุทธภาษิตบทหนึ่งที่ว่า

"เอโก จเร ขักคะ วิสานะ กัปโป - พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด"

เชื่อเถอะนะคะว่า เมื่อเรามั่นคงในเส้นทางขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว

มีธรรมะของพระพุทธองค์หลอมรวมอยู่ในจิตในใจของเราทุกเวลานาทีแล้ว

แม้เหมือนจะเดินอยู่ผู้เดียว แต่เส้นทางนั้น จะอบอุ่น ปลอดภัย สว่างไสว และมั่นคง

ยิ่งกว่าเส้นทางใดที่เราเคยเดินผ่านมาทั้งหมดและที่จะเดินต่อไปในชั่วสังสารวัฏนี้แล้วค่ะ _/|\_

สำหรับฉบับนี้ ประเดิมเริ่มเรื่องด้วยคำเชิญชวนจากเรื่องสั้นของ คุณชลนิล

ที่จะชวนเราขึ้นรถเมล์คันที่ติดป้ายประกาศไว้ว่า "ขึ้นรถเมล์คันนี้ มีสิทธิพบรักแท้"

คุณผู้อ่านจะลองเสี่ยงขึ้นไปด้วยกันไหมคะ : ) ถ้าสนใจ ก็โดดขึ้นรถไปด้วยกันได้

กับเรื่อง รักแท้บนรถเมล์สาย 777 ในเล่มเลยค่ะ

พูดถึงคู่บุญกันไปแล้ว ฉบับนี้ คอลัมน์ "สัพเพเหระธรรม" ก็มีเรื่องราวดี ๆ

จาก คุณ Deejayxz มาฝากกับตอนทื่ชื่อว่า ธรรมะจากคู่ชีวิต ค่ะ

คู่ที่ส่งเสริมเกื้อหนุนกันไปในทางบุญทางกุศลอย่างนี้ซินะคะ ถึงจะเรียกว่า

เป็นคู่ตัวอย่าง ซึ่งหาได้ยากนักโดยเฉพาะในโลกวัตถุนิยมและปัจเจกชนอย่างปัจจุบัน

และพลาดไม่ได้นะคะ กับคอลัมน์ "ธรรมะกับไลฟ์สไตล์" ฉบับนี้

คุณตันหยง จะพาเราไปรู้จักกับ คุณกนิษฐะวิริยา ต.สุวรรณ หรือ คุณชมพู

กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีมา พับบลิชชิง จำกัด ในตอน
หล่อหลอมการภาวนากับชีวิต ที่ให้แง่คิดและมุมมองที่เป็นประโยชน์หลากหลาย

ไม่ว่าจะในเรื่องของการทำงาน ชีวิตส่วนตัว ชีวิตคู่ การทำประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน

เป็นอีกตัวอย่างที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายคนได้เป็นอย่างดีว่า

การหลอมรวมการภาวนาเข้ากับชีวิตประจำวันนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้จริง และเห็นผลได้จริงค่ะ

ก่อนจากกันไป มีข่าวดีมาฝากแฟน ๆ ของคุณดังตฤณกันด้วยค่ะ

ใครเคยอ่านผลงานเรื่อง "กรรมพยากรณ์ ตอน เลือกเกิดใหม่"

แล้วนึกอยากเห็นนวนิยายเรื่องนี้ออกมาเป็น ฉบับการ์ตูน บ้างไหมคะ? ; )

ไม่ได้พูดเล่นนะคะ ตอนนี้กำลังจะเป็นจริงแล้วค่ะ... !

เพียงแอบเห็นแค่บางช็อตบางตอน ก็อดนึกตื่นเต้นไปด้วยไม่ได้แล้วค่ะ : )

เพราะรู้สึกว่าผู้วาดนั้น สามารถถ่ายทอดออกมาได้ฟีลการ์ตูนช่องแบบญี่ปุ่นอย่างได้อรรถรส

ด้วยเส้นสายลายการ์ตูนที่ดูเป็นมืออาชีพ น่าจะออกมาเป็นการ์ตูนที่สนุกชวนติดตามทีเดียวค่ะ

ถ้าใครอยากอ่าน "กรรมพยากรณ์ ภาคการ์ตูน" เป็นน้ำจิ้มกันไปพลางก่อน
ก็แวะไปได้ที่ link นี้เลยค่ะ
http://dungtrin.com/forum/viewtopic.php?f=3&t=1532

ได้ยินมาว่า เจ้าตัวผู้วาดและผู้ผลิตกำลังซุ่มทำเต็มกำลัง

เพื่อจะพยายามทำให้เสร็จทันงานสัปดาห์หนังสือฯ ปลายเดือนตุลาคมนี้ล่ะค่ะ

ระหว่างนี้ แวะมาพูดคุยกันได้เช่นเคยที่
http://www.dungtrin.com/forum

แล้วพบกันในอีกสองสัปดาห์หน้านะคะ

สวัสดีค่ะ

(ฉบับนี้ไม่ได้แนบไฟล์มานะครับ เพราะผู้จัดทำ PDF และ WORD มีงานธรรมะเยอะมากครับ

ไฟล์ทั้งสองจะเสร็จวันพฤหัส 12 กรกฎาคม ช่วงเวลาเย็นๆ ครับ:[ผู้ส่งเมล์])

นิตยสารในรูปแบบอื่นๆ

อ่านทุกฉบับผ่าน website

http://dungtrin.com/mag

อ่านด้วยโปรแกรม Pdf

http://dungtrin.com/mag/pdf/20.pdf

อ่านด้วยโปรแกรม Word

http://dungtrin.com/mag/word/20.doc

เสียงอ่านหนังสือธรรมะใกล้ตัว wma mp3

http://dungtrin.com/mag/sound.php?20

สมัครสมาชิกนิตยสาร รับอีเมล์ทุกวันพฤหัสบดี สัปดาห์เว้นสัปดาห์

http://dungtrin.com/mail

นิตยสารธรรมะใกล้ตัว นิตยสารออนไลน์ ให้ธรรมะอยู่ใกล้ตัวคุณ

มาบอกไว้เผื่อท่านใดไม่ทราบนะครับ

ธรรมมะสวัสดีครับ

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เข้าวัดแล้วร้อนครับ
#1  by  [[ Dr Devil ]] At 2007-07-14 13:50, 
เราก็อ่านกรรมพยากรณ์ ตอนชนะกรรม จบจากเว็บนี้แหล่ะ ดีมากๆ แนะนำเพื่อนๆ ต่อไปแล้ว แต่ถ้าใครอยากฟังเป็นรูปแบบหนังสือเสียงก็ไปโหลดได้ที่นี่นะคะ มีหนังสือธรรมะ และธรรมบรรยายของอาจารย์หลายท่านค่ะ ของคุณดังตฤณก็มีหลายเล่มเหมือนกัน ลองดูนะคะ
http://www.palungjit.com/club/jochokrub/4317/
เจริญในธรรมค่ะ
#2  by  blind bookworm At 2007-07-14 15:45, 
เป็นยังไงคะ กรรมพยากรณ์ น่าสนใจมากเรย เด๋วจะลองเข้าไปดูตามคอมเม้นท์ที่สอง
กรรพยากรณ์นะดีนะค่ะพี่หัดอ่านเอาไว้
กรรมที่เราทำเมื่อชาติที่แล้ว
ชาตินี้ต้องมาชดใช้กรรม
พี่อย่างลืมอ่านนะค่ะ
อิอิอิอิอิ
ดีมากเลยนะค่ะ
#4  by  jasminey At 2007-07-16 10:53, 
เอ๋... งงค่ะ
ใครไม่น่าพูดเรื่องอะไรหรอคะ
ขยายความหน่อยค่ะ
เรื่องเด็ก ๆ รักลูก
http://clubrot.com/baby/
#6  by   (58.9.4.223) At 2007-09-20 08:34, 
ตอนนี้กรรมพยากรณ์เขาทำออกมาเป็นการ์ตูนช่องแบบการ์ตูนญี่ปุ่นเลยล่ะค่ะ อ่านง่ายขึ้นตั้งเยอะแน่ะ สนุกดี เจ๋งดีค่ะbig smile
#7  by  MomPa (58.9.195.127) At 2007-10-18 22:56, 
เมื่อวานนี้และวันนี้พยายามเข้าไปในเว็บไซต์ dungtrin.com อีกครั้ง หลังจากได้เข้าไปอ่านความเป็นมาของนามปากกา ดังตริน อ่านอย่างสบายมาก แต่พอครั้งนี้เขาใส่เพลงพุทธคุณเข้าไป ปรากฏว่าตัวอ่านหน้าจอที่คนตาบอดใช้มันไม่ยอมทำงานเลย จะกดลิ้งค์อะไรก็ไม่ได้ เจอเพลงเข้าไปรบกวนจัง ๆ ง้ะ
ถ้าคุณดังตรินได้ทราบข้อมูลนี้ กรุณาช่วยปรับให้กลับไปอ่านได้อีกเถอะค่ะ ฟังเพลงไป ฟังเสียงตาทิพย์อ่านไปก็ได้ค่ะ อยากอ่านเรื่องราวธรรมะร่วมสมัยในเว็บ หลังจากประทับใจหนังสือที่แม่อ่านให้ฟัง และประทับใจละครวิทยุด้วยหละ ฝากเรื่องร้องเรียนนี้ไว้ด้วยนะคะ
#8  by  เก๋ ทัชชา (58.8.139.221) At 2009-09-18 10:53, 
เมื่อวานนี้และวันนี้พยายามเข้าไปในเว็บไซต์ dungtrin.com อีกครั้ง หลังจากได้เข้าไปอ่านความเป็นมาของนามปากกา ดังตริน อ่านอย่างสบายมาก แต่พอครั้งนี้เขาใส่เพลงพุทธคุณเข้าไป ปรากฏว่าตัวอ่านหน้าจอที่คนตาบอดใช้มันไม่ยอมทำงานเลย จะกดลิ้งค์อะไรก็ไม่ได้ เจอเพลงเข้าไปรบกวนจัง ๆ ง้ะ
ถ้าคุณดังตรินได้ทราบข้อมูลนี้ กรุณาช่วยปรับให้กลับไปอ่านได้อีกเถอะค่ะ ฟังเพลงไป ฟังเสียงตาทิพย์อ่านไปก็ได้ค่ะ อยากอ่านเรื่องราวธรรมะร่วมสมัยในเว็บ หลังจากประทับใจหนังสือที่แม่อ่านให้ฟัง และ
ประทับใจละครวิทยุเรื่อง กรรมพยากรณ์ ด้วยหละ ได้ฟังในสถานีวิทยุพระพุทธศาสนา วัดสุวรรณประสิทธิ์ แต่ฟังไม่ถึงตอนจบ อยากเข้าไปอ่านในเว็บอีกที

ฝากเรื่องร้องเรียนนี้ไว้ด้วยนะคะ
#9  by  เก๋ ทัชชา (58.8.139.221) At 2009-09-18 10:58, 

<< Home


เอกลักษณ์ พรมชาติ
View full profile